“Two men look at the same bars: One sees mud and one sees the stars.”

“Two men look at the same bars: One sees mud and one sees the stars.”


คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในยามที่ทำอะไรก็ผิดหมด กับประเด็นออกจากสนามก่อนเกมจบ ตามข่าวและภาพที่ออกมา มีจุดไหนที่น่าสนใจบ้าง บทความนี้เขียนแค่เท่าที่เห็นจากมุมมองของแฟนบอลคนหนึ่ง

จริงๆมันเป็นเรื่อง “ขี้หมูราขี้หมาแห้ง” แบบสุดๆ ที่แฟนบอลซึ่งมีวิจารณญาณกันอยู่แล้ว ก็คงจะรู้กันดีว่าประเด็นที่เกิดขึ้นมาบนหน้าฟีดข่าวสมัยนี้ มันหยุมหยิม ไร้สาระ และไม่น่าเขียนถึงให้มันเสียเวลาเลยจริงๆ

เรื่องอะไรน่ะเหรอ? ก็ประเด็นเรื่องโรนัลโด้ออกจากสนามก่อนเกมจบ ที่เอาไปเล่นกันใหญ่โตอย่างที่เห็น

ตอนที่ผมได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรกก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้คิดว่ามีอะไร เพราะแค่ฟังว่าเป็น “ประเด็นไหน” ผมก็รู้เลยทันทีด้วยซ้ำว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทั้งการนำเสนอข่าวจากต้นทาง และคอมเม้นปลายทางของแฟนบอลแบบนั้น

แต่พอลองๆดูแล้ว ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันเยอะมากแบบน่าตกใจว่า แฟนบอลยุคนี้ และการพูดคุยในโลกอินเตอร์เน็ตสมัยนี้มันเป็นแบบนี้แล้วจริงๆ ก็คงต้องเขียนซะหน่อย ทั้งที่จริงๆเรื่องนี้ “ไม่ต้องเขียนเลย” ยังได้

เพราะสำหรับแฟนบอลที่มีทัศนคติและมุมมองที่ดี รวมถึงตรรกะคิดที่มีเหตุและผลอย่างถูกต้องแล้ว แฟนบอลเหล่านั้นเข้าใจ และรู้ดีอยู่แล้วว่า ไอ้ประเด็น “โรนัลโด้กลับก่อน” ที่นำเสนอมานี้ ก็แค่ เรื่องเดิมๆที่หยิบมาโจมตีกันได้ทุกประเด็น

ไม่ว่าจะจริงเท็จ ด่ากันไว้ก่อน

ไมว่าโรนัลโด้จะทำอะไร ก็ด่ากันไว้ก่อน เพราะผิดทุกอย่าง แค่เกิดมาเป็นโรนัลโด้

1. เกมนี้ CR7 ได้ลงสนาม 45 นาที ตามโปรแกรมเรียกฟิตของ เอริค เทน ฮาก ที่เซ็ตเอาไว้อยู่แล้ว สำหรับนักเตะที่เริ่มต้นเรียก Match Fitness เป็นนัดแรกๆ เทน ฮาก จะใช้นักเตะคนนั้นลงเล่นแค่ “45นาที”

เหมือนกับที่แมตช์แรกๆของปรีซีซั่น เทน ฮาก ให้นักเตะในทีมได้เล่นเฉลี่ยคนละ 45 นาทีต่อเกม เขาจึงได้แบ่งการลงสนามออกเป็น “สองเซ็ต” คือชุดหลัก 45นาทีแรก และชุดรอง 45 นาทีหลัง เหมือนที่เห็น ณ สนามราชมังคลาฯ กับนัดเจอเมลเบิร์น วิคตอรี่

ดังนั้น เรื่องที่โด้ได้ลง 45 นาที คิดง่ายๆได้เลยแค่ว่า ผู้จัดการทีมก็คงมีการพูดคุย บอกกล่าว อธิบายนักเตะไว้ก่อนอยู่แล้วว่าวันนี้จะได้ลงเล่นกี่นาที และเหตุผลคืออะไร

2. พื้นฐานธรรมชาติของสื่อต่างๆ เป็นที่รู้กันว่า ยอดไลก์ ยอดแชร์ ยอดengagement สำคัญมากสำหรับการอยู่รอด ดังนั้นการทำข่าว ขายข่าว ที่เรียกยอดอ่าน เรียกดราม่า ทำให้มันเป็นไวรัล จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่สำนักข่าว หรือ account ต่างๆ ย่อมพยายามที่จะทำให้เนื้อหามันดูน่าอ่าน น่าคลิก หรือเข้าไปพูดคุย

การทำข่าวที่พาดหัวว่า “โรนัลโด้ ปรึกษากับเทน ฮาก เรื่องวิธีการยืน positioning ในสนาม”

กับ

“โรนัลโด้ ไม่พอใจการคุมทีมของเทน ฮาก แสดงท่าฟึดฟัด” พร้อมกับภาพแคปมาสองรูป ที่เหมือนกับว่าโด้กำลังทะเลาะกับเทน ฮาก อยู่


คุณคิดว่า แบบไหน “ขายได้?”

ผมรู้ คุณมีคำตอบอยู่แล้ว ^^

แล้วลองดูคลิปข้างบนนี้ดีๆ เมื่อเทียบกับภาพนิ่ง ที่ถูกจงใจตัดจังหวะที่ดูเหมือนว่าพูดคุยกันแล้วมีปัญหา คุณจะเชื่อสิ่งไหน?

3. คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถูกโอ๋ ถูกอวย จากเพจที่เป็น “ติ่งโด้” ใช่หรือไม่ อันนี้ผมไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ แฟนแมนยูไนเต็ดหลายๆคนที่รักโรนัลโด้มากๆ ก็ “พร้อมจะด่า” Cristiano Ronaldo
ได้เช่นกัน พร้อมตลอดเวลาด้วยซ้ำ ถ้าเขาทำอะไรที่ “ผิด” หรือไม่เหมาะสม

ถ้าคนที่เรารัก ทำในสิ่งที่ไม่ดี มิตรสหายที่ดีจริงๆ จำเป็นต้องตักเตือน หรือชี้ให้เห็นว่ามันไม่ดีจริงๆ นั่นคือสิ่งที่คนเขาทำกัน

โด้เป็นใคร ทำไมเราจะด่าไม่ได้?

ถ้าคนยุคนี้จะเข้าใจคำว่า “พ่อแม่รังแกฉัน” คุณจะรู้เลยว่า ยิ่งเรารักใคร เรายิ่งต้องตักเตือน หรือตำหนิเขา ถ้าเขาทำผิดจริงๆ..

สิ่งอะไรที่โรนัลโด้ทำไม่ดี หรือไม่เหมาะสมมาในช่วงก่อนหน้านี้ เราก็ตำหนิตามความจริง เท่าที่มันมีจุดที่พิจารณาได้ว่า เออ ทำไม่ดี ก็ตำหนิเรื่องนี้ ถ้าเรื่องไหนที่มันไม่ชัวร์ 100% ที่ไม่สามารถจะตีขลุมสรุปไปเลยได้แบบชัดเจน ถ้าเราไม่รู้ “ความจริง” เราก็จะไม่ทำ

ไม่เกี่ยวกับว่ารักหรือไม่รักโรนัลโด้ เพราะถ้ายิ่งรัก ยิ่งต้องตำหนิถ้าทำผิด

เรื่องที่สถานะไม่ชัดเจน ไม่เคลียร์ตัวเองว่าจะอยู่ต่อไม่อยู่ต่อตั้งแต่แรก ไม่เคลียร์ให้เรียบร้อยจากสื่อต่างๆที่นำไปเสนอว่า คุณอยากย้ายจริงไหม นั่นคือสิ่งที่โรนัลโด้จัดการเรื่องนี้ได้น่าตำหนิที่สุดแล้ว อย่างที่เคยเขียนไปว่าเหมือนมันเป็นการกั๊ก แบบกลายๆ ถ้าชัดเจนก็น่าจะออกมาพูดหน่อยตั้งแต่แรกๆว่า อยากย้าย ก็บอกอยากย้าย หรือถ้าจะไม่ย้าย ข่าวไม่จริง ก็ออกมาปฏิเสธไป

กว่าจะชัดก็ตอนที่มาพร้อมเมนเดสนั่นแหละ อันนั้นเคลียร์ทุกอย่าง

เพียงแค่ว่า จุดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในเคสโด้ก็คือ ถ้าโด้รู้ตัวอยู่แล้วว่าต้องการเล่นUCLเท่านั้น เขาก็น่าจะรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อปลายซีซั่นก่อนว่า ยังไงทีมก็ไม่ติดtop4 ก็น่าจะแจ้งทีมทันที และรีบหาสโมสรย้ายไปแต่เนิ่นๆ

ทำไมโด้ไม่สตาร์ทเครื่องตั้งแต่ตอนนั้น? นั่นแหละครับ ประเด็นนี้มันผิดปกติจริงๆ เหมือนกับว่าเป็นทิศทางที่เขา ไม่ได้แพลนเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะอยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อ

การที่เขาเพิ่งมาเริ่มมีปัญหา ช่วงต้นปรีซีซั่นพอดี จากสาเหตุส่วนตัวที่ลาสโมสรไปด้วย family issues ซึ่งเป็นปัญหาส่วนตัวนั้น เราก็ไม่รู้ว่า เพราะเรื่องที่ว่านี้ มันเป็นตัวที่ทำให้เกิดการตัดสินใจหรือไม่ ดูทรงแล้วมีโอกาสสูงมากๆ

และโด้ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยเรื่องส่วนตัวของตัวเองเลยที่เขาลาทีมไป มนุษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิ์นี้อยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะดังแค่ไหนก็ตาม มันเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะปล่อยให้ใครด่าไปก็ได้ แต่เขาไม่ต้องการเปิดเผยเหตุผลส่วนตัวดังกล่าว

เพราะเหตุผลตรงนี้นั่นแหละครับ เราก็จึงยังไม่สามารถรู้กันได้จริงๆ ว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้โรนัลโด้ดำเนินการย้ายทีมช้าอย่างที่เห็น เพราะถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปblame หรือล่วงรู้ความจริงเลย ซึ่งมันก็โอเคนะ ถ้าตรงนี้ไม่เคลียร์ ไม่เป็นไร

แต่ขอแค่มาเคลียรตัวเองชัดๆอย่างที่ทำตอนนี้ นั่นก็คือ แจ้งความต้องการจะย้ายออกไปหาสโมสรลงเล่นUCL แล้วก็ซ้อมๆอยู่กับทีมไปก่อนจนกว่าจะหาที่ลงได้

แค่นี้ก็โอเคแล้ว

4. ลองคิดด้วย common sense แบบโคตรง่ายดูครับว่า นักกีฬาอาชีพสักคนหนึ่ง หรือสัก 5-6 คน ที่ทีมตัวเองกำลังแข่งขันอยู่ แล้วพวกเขาก็เดินทางกลับ ออกไปนอกสนามให้เห็นกันแบบโต้งๆพร้อมกับแฟนบอลที่มาทักทาย

คุณคิดว่า นักกีฬามืออาชีพเหล่านี้ คิดจะทำอะไรก็ทำได้ โดยที่ไม่สนใจ หรือข้ามหน้าข้ามตา “หัวหน้า” ที่กำลังทำงานอยู่ อย่างเอริค เทน ฮากได้หรือ?

คิดด้วยสามัญสำนึกแล้ว มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย นักเตะเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นนักกีฬาอาชีพทั้งนั้น เพราะฉะนั้นแล้ว การทำอะไรต่างๆที่เกิดขึ้น รวมถึงที่เดินทางกลับก่อน ในขณะที่ทีมแข่งนัดกระชับมิตรอยู่นั้น มันต้องมีการ approve หรือได้มีการพูดคุย และอนุญาตกันมาแล้ว

ไม่งั้นอยู่ดีๆ นักเตะพวกนี้จะกล้ากลับก่อนเหรอครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่มีตำแหน่งตัวจริงหลักๆในทีม ยกตัวอย่างเช่นดิโอโก้ ดาโลต์ ในรูปนี้ รวมถึงพวกที่กลับก่อน แต่ไม่มีภาพถ่ายให้เห็นด้วย

พวกนี้ถ้าอยู่ดีๆกลับ คิดว่า ตำแหน่งในทีมเขาจะเป็นยังไง ถ้าขาดระเบียบวินัยขึ้นมา กับผู้จัดการทีมที่เน้นย้ำและซีเรียสเรื่องนี้ด้วยอย่างเทน ฮาก

ดาโลต์ที่มีภาพกลับก่อนที่ทีมจะแข่งเสร็จ คงจะหลุดจากตำแหน่งตัวจริงแล้วมั้ง?

5. กิตติศัพท์เรื่องรถติดขาออกหลังเกมจบที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด แฟนบอลแมนยูไนเต็ดรู้เรื่องนี้กันมานานแล้ว เหตุผลที่ให้นักเตะกลับก่อนเนื่องด้วยเหตุผลนี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และรู้กันดีอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เพิ่งเกิดขึ้นมาแต่อย่างใด

ยกเว้นแต่กับแฟนบอลที่ไม่เคยคิดจะศึกษารายละเอียด หรือติดตามข่าวเลย แล้วไม่รู้ว่าเหตุผลนี้มันเป็นเรื่องปกติ อันนั้นจะได้ข้ามไปไม่ต้องพูดถึง

ภาพนี้คือตัวอย่างที่ดี ที่โด้ถูกจับผิดหมดทุกอย่าง แม้แต่ท่าทางธรรมดาๆที่คุยกับเทนฮากในสนาม ก็ถูกหาว่าไม่พอใจเทนฮาก

6.“โรนัลโด้ทำอะไรก็ผิด”

จากนี้คือเรื่องของโรนัลโด้ : ณ ตอนนี้ ข่าวโรนัลโด้ คือข่าวที่ขายได้มากที่สุด เพราะเรื่องที่เขาต้องการจะย้ายก็คือเรื่องจริง จากที่สำนักข่าว และสื่อ tier สูงๆรายงานตรงกันหมดแล้ว อันนี้ทุกคนทราบกันดี และดูง่ายๆจากการที่วันแรกเขากลับมา มาพร้อมกับเอเย่นต์อย่างเมนเดสด้วย ความเป็นจริงก็น่าจะชัดเจน

แต่..

ระหว่างที่โรนัลโด้ย้ายทีมไม่ได้ เขาก็ยังคงทำหน้าที่ตามปกติ ถ้ายังอยู่กับแมนยูไนเต็ด และลงซ้อม + ทำหน้าที่ตามสิ่งที่ตัวเองต้องทำตามปกติ ก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมเยี่ยงมืออาชีพแล้ว

วันก่อนก็ถ่ายรูปร่วมกับรุ่นน้องที่ซ้อมด้วยกันอย่างไม่ได้กลัวว่าภาพลักษณ์จะเสีย หรือใครจะดูถูกว่า ต้องมา “ซ้อมกับเด็ก”

รูปนี้น่ารักและเป็นกันเองกับน้องๆดี

วันนี้ ที่โรนัลโด้ลงไปเล่นเป็นตัวจริง ในเกมปรีซีซั่นนัดสุดท้ายกับ ราโย่ บาเญกาโน่ ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด โรนัลโด้แสดงภาษากายออกมาในสนามด้วยการเล่นเต็มที่ ตามระดับความฟิตของตัวเอง และลงต่ำมาช่วยทำเกม สร้างโอกาสทำเกมรุกให้เพื่อนได้ดีมากๆ ในภาคความเข้าใจเกม และการเคลื่อนที่ในสนาม (Positional Awareness) ทั้งของตัวเอง เพื่อนร่วมทีม และคู่ต่อสู้

โด้ลงไปเล่นอย่างเต็มที่ ตามหน้าที่ตัวเอง ก็แค่นั้น คือจบแล้ว ระหว่างที่ยังย้ายไม่ได้ ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่ โรนัลโด้ก็ถือว่าเป็นมืออาชีพอีกคนหนึ่ง และบริบทแตกต่างกันกับดิมาเรียมากๆราวฟ้ากับเหว เพราะอย่างน้อยการที่โด้ไม่ได้กลับมาในช่วงต้น ก็ยังรายงานกับสโมสร และเขากลับมาเคลียร์ทันทีที่ทีมบินกลับมาและเริ่มซ้อมที่แคริงตัน ไม่ได้หนีหายไปไหนเพื่อทำให้สถานการณ์เลวร้าย

และพอคุยกันแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ไม่มีทีมที่เหมาะสมจะย้ายหรือดึงตัวเขาไป

สิ่งที่โด้ทำก็คือ ซ้อมต่อไป และเอริค ก็รับทราบสถานการณ์ดี

7. ต่อเนื่องจากข้อ 6 โด้ทำอะไรก็ผิดช่วงนี้ กลับก่อนเพราะหนีรถติดก็ผิด และโดนด่าคนเดียว จากที่ผู้เล่นคนอื่นๆก็กลับก่อน แต่ได้รับอภิสิทธิ์ไม่โดนด่า เพราะเหตุผลสองข้อ

7.1 เพราะไม่ใช่โรนัลโด้ กลับก่อนได้ไม่เป็นไร แต่ถ้าโด้กลับก่อน ดราม่า โดนด่า

7.2 เพราะตัวเหล่านั้นไม่ได้ลงสนาม ไม่เกี่ยวกับโด้ โด้ได้ลงสนามก็เลยต้องอยู่ต่อจนจบแมตช์เท่านั้นถึงจะโอเค

แต่ถามกลับไปคือ อ้าว แล้วพวกดาโลต์ รวมถึงคนอื่นๆตามรายงาน ที่ไม่มีคิวเล่นวันนี้อย่าง บรูโน่ หมาก เดเคอา หรือคนอื่นๆที่กลับก่อนเหมือนกัน

ทีมที่ลงเล่นอยู่ ก็เป็นทีมของพวกเขาเหมือนกัน ทำไมพวกเขาไม่อยู่ให้กำลังใจเพื่อนล่ะ ทำไมพวกเขาเหล่านี้ไม่อยู่สร้างสปิริตทีมล่ะ กลับก่อนทำไม นั่นก็แมนยูของคุณเหมือนกัน ทำไมกลับก่อนได้

ดาโลต์มีอภิสิทธิ์แหละ(ฮา)

ถ้าจะ “แถ” ถามแบบนี้ก็แถได้ นึกออกไหมครับ เพราะงั้น มัน “ไม่เกี่ยว” กับว่า นักเตะที่กลับก่อน คือพวกตัวที่ไม่ได้ลงสนาม เลยกลับได้

เราก็อยากถามเหมือนกันว่า ถ้างั้นทำไมคุณไม่อยู่ต่อจนจบล่ะ ไม่คิดว่า ผจก จะมีเรียกรวมทีมกันหลังแมตช์รึไง? ถูกไหมครับ

เพราะงั้น ในเมื่อตัวพวกนี้ กล้ากลับออกมาก่อน

มันแปลว่า ก็ผู้จัดการเขาโอเคแล้วไง มันอธิบายยากตรงไหน

8. ต่อเนื่องจากข้อ 6 โรนัลโด้ทำอะไรก็ผิด

หลังเกม โด้โพสต์ในaccountส่วนตัวว่า “Happy to be back” มีความสุขที่ได้กลับมาเล่นอีกครั้ง

ก็ยังผิดอยู่ดี ด้วยสาเหตุแบบบ้องตื้นที่หาเรื่องด่ากันแบบง่ายๆเลยว่า “ซมซานกลับมา เพราะไม่มีใครเอา”

ก็ยังผิดอีก ผิดที่เขาคือโรนัลโด้นี่แหละ เมื่อยังไม่สามารถหาสโมสรที่สามารถย้ายทีมไปเพื่อให้ตัวเองมีโอกาสลงเล่นในระดับสูงอย่างถ้วยUCL เขาก็ผิดอีก เพราะสโมสรอื่นๆยังไม่ได้มีใครที่ต้องการกองหน้าตัวเป้าจริงๆ หลายๆทีมมีหน้าเป้าระดับท็อปแล้ว หลายๆทีมผู้จัดการเขาไม่ได้อยากจะได้

ความผิดโด้ ที่ไม่มีใครเอา แล้วต้องซมซานกลับมา ว่าซั่น

เจ็ทโด้ : ว่าใครสั้นนะ?

นี่คือการเหยียดหยามกันแบบสุดๆ ทั้งๆที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นนักเตะขึ้นหิ้งซึ่งเป็นตำนานระดับGOATแล้ว ทั้งที่ยังไม่แขวนสตั๊ด แต่โดนดูถูกว่าไม่มีใครเอา

ทั้งๆที่มันแค่ว่า ยังหาสโมสรที่เหมาะสม และไม่มีใครจะดึงตัวเขาไปใช้ เพราะจังหวะและโอกาสมันไม่คลิกแค่นั้นเอง

นักเตะอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยังเป็นกองหน้าระดับท็อปที่หลายทีมอยากจะได้แน่นอน ถ้ามีโอกาสจะทำได้ เช่นมีเงินจ่ายค่าจ้าง มีพื้นที่ว่างในทีมพอดี ก็แค่นั้นเอง

ย้อนกลับมาเรื่องที่เจ็ทโด้โพสต์ว่า มีความสุขที่ได้กลับมา แต่ก็ยังโดนด่า สร้างภาพ ซมซานตายรังไม่มีใครเอา? ตามแนวคิดของแฟนบอลหัวคิดสายยาพิษ 

ถ้าเทียบตรรกนี้ แปลว่าถ้าโด้โพสต์ว่า “Unhappy to be here again” กูไม่มีความสุขเลย ต้องกลับมาที่นี่อีกแล้ว ถ้าโพสต์แบบนี้แปลว่าคุณจะไม่ด่าเขาสินะ

หึหึ ไม่มีทางหรอก

บอกว่าดีใจที่ได้กลับมาก็ด่า ถ้าโพสต์ว่า ไม่มีความสุข ก็โดนด่าหนักกว่าเดิมอีกว่า ไม่อยากอยู่แล้ว จะรั้งไว้ทำไม จะมาทำไม ไม่รักก็ไม่ต้องมา

ถุยชีวิต -*-

9. สิ่งที่หลายคนมองข้าม และไม่เคยนึกถึงเลย คือเรื่องการให้นักเตะเราได้พักผ่อนให้มากที่สุด เพื่อรักษาร่างกายให้สดและพร้อมลงสนามเพื่อสโมสร

กีฬาที่ใช้ร่างกายหนักหน่วงมากๆอย่างฟุตบอลนั้น การพักผ่อนคือสิ่งที่โคตรสำคัญมากๆ ในยามที่ผู้เล่นต้องรักษาสภาพร่างกาย และความฟิตเป็นสำคัญ

การพักผ่อนคือสิ่งที่ต้องโฟกัสพอๆกับเรื่องฝึกซ้อม

ถ้าเลือกได้ ในยามที่ไม่ได้มีภารกิจอะไรจำเป็นอีกแล้วสำหรับนักเตะนั้นๆ หากผมเป็นผู้จัดการทีม ผมก็อยากให้ลูกทีมได้ไปพักผ่อนเยอะๆ ได้ไปพักเร็วๆ ถึงบ้านเร็วๆ

มันดีต่อนักเตะ ทั้งในแง่ physical และ mental ที่ร่างกายก็ได้พักเยอะขึ้นถ้าปล่อยไว ถึงบ้านไว พักผ่อนไว แถมจิตใจมีความสุขที่ได้ผ่อนคลาย ได้กลับไปหาครอบครัว

การปล่อยนักเตะกลับก่อนเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงรถติด มีแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์กับทีม ในยามที่ผู้เล่นเหล่านั้นไม่ได้มีหน้าที่อะไรแล้วในวันนั้น

คริสเตียโน่เองก็เช่นกัน ถูกแพลนไว้โดยเทน ฮากว่า จะให้เรียกความฟิตแค่ 45 นาที หลังจากนั้นไม่มีหน้าที่อะไรแล้ว

ทำไมเขาจะกลับบ้านไม่ได้? ทั้งๆที่การกลับบ้านเร็ว มันดีกับอะไรหลายๆอย่าง

10. สุดท้ายประเด็นนี้ก็เรื่องขี้หมูรา ขี้หมาแห้ง ที่จริงๆไม่ควรต้องเขียนถึงด้วยซ้ำ แต่ “Toxic Fanbase” ของแมนยูไนเต็ดยุคนี้มันเยอะมากเหลือเกิน ตามจำนวนประชากรที่เชียร์ทีม ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลของไทยหรือต่างประเทศ มีเหมือนกันหมด ก็ต้องทำใจกันไป

เพราะพวกขายข่าวรู้ดีว่า ไวรัลในแง่ลบที่ทำให้แมนยูไนเต็ดมีเรื่องให้ด่านั้น มันเรียกตีนคนอ่านที่เป็นแฟนสายtoxic ที่เอะอะสักแต่จะด่า โดยที่ไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักวิเคราะห์ และไม่รู้จักแยกแยะ

รู้อยู่อย่างเดียวว่า กูเห็นภาพโด้ออกจากสนามก่อน ตามที่เขารายงาน ก็ด่าเลย ตำหนิเลยว่าผิดหวัง

ทั้งๆที่ยังไม่ได้คิดถึงหลักเหตุผลและปัจจัยต่างๆที่มันอาจเป็นสาเหตุในเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ

ภาพนี้คุณเห็นอะไรที่ลึกลงไปในหัวใจของบุคคลต่างๆในภาพบ้าง?

เรื่องมันก็มีแค่นั้นแหละครับ ซึ่งจริงๆแล้วผมค่อนข้างเชื่อว่า แฟนบอลน้ำดีที่เข้าใจในเรื่องนี้ และตำหนิโรนัลโด้กันตามเหตุและผล อันไหนผิดว่ากันตามผิด อันไหนไม่ผิด ก็ต้องช่วยกันปกป้อง นี่คือสิ่งที่ Supporters ควรจะเป็น

ไม่ใช่แฟนบอลที่พร้อมจะก่นด่าเพราะ Negative Attitude ที่ส่งผลกระทบชิ่งที่สร้าง “bias” หรือ favoritism ในการพิจารณาข่าวโด้ในทุกๆครั้งที่อ่านว่า มันพร้อมจะเป็นเรื่อง “แง่ลบ” ไปซะทุกเรื่อง

ทั้งที่จริงๆมันไม่ใช่ประเด็นใหญ่ที่ถึงขนาดจะต้องมาถกเถียงกันเอาเป็นเอาตายเลย

ถ้าโด้มันหนีออกจากสโมสรไปเลยแบบไม่กลับมา ไม่ติดต่อ บีบสโมสรอย่างหนักเหมือนเคสดิมาเรียนั่นค่อยว่าไปอย่าง

หรือว่า ถ้าเกมการแข่งขันวันจริง ถ้าโด้ถูกเปลี่ยนตัวออก แล้วหนีออกจากสนามกลับบ้านไปเลยไม่แคร์ใคร หรือไม่ได้รับอนุญาต นั่นแหละถึงควรด่าให้หนักๆ แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ควรให้ความเป็นธรรมกับเขาบ้าง

เมื่อเขียนบทความนี้เสร็จแล้ว มันทำให้ผมนึกถึง “Immortal Poetry” บทกวีอมตะของ Frederick Langbridge จาก A Cluster of Quiet Thoughts (1896) ที่กล่าวไว้ว่า

“Two men look at the same bars: One sees mud and one sees the stars.”

สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย

-ศาลาผี-



ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com