หัวใจนักสู้ที่อยู่เหนือความผิดพลาด

หัวใจนักสู้ที่อยู่เหนือความผิดพลาด


ในเกมที่มีเหตุการณ์พลิกผันหลายอย่าง อาร์เซน่อล ย่อมรู้สึกพอใจมากกว่าแน่นอนกับผลเสมอ 0-0 ที่ควักออกมาจากรังแอนฟิลด์ของ ลิเวอร์พูล ในศึกคาราบาว คัพ รอบตัดเชือก ยกแรก

เกมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กลายเป็นนัดแรกของรอบตัดเชือกคู่นี้ หลังจากนัดแรก (จริงๆ) ในสัปดาห์ก่อนถูกเลื่อนการแข่งขันตามคำร้องของ ลิเวอร์พูล ด้วยเหตุผลสภาพทีมไม่พร้อมทั้งจากอาการบาดเจ็บ ติดโควิด และไปเล่นทีมชาติ 

หลังโปรแกรมนัดแรกขยับจากเดิมหนึ่งสัปดาห์ อีกทั้งหลายคนในทีมไม่ได้ติดโควิดอย่างที่ผลตรวจออกมาตอนแรกจนกลายเป็นดราม่าย่อมๆ ขุมกำลังหงส์แดงจึงสมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิมมาก

หากไม่นับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ นาบี เกอิต้า ที่ไปเล่นทีมชาติ “หงส์แดง” ก็มาแบบเต็มสูบ เป็นชุดที่ดีสุดเท่าที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะจัดลงสนามได้

ตัวอย่างชัดเจนสุดในความเอาจริงของ คล็อปป์ คือการลงเล่นรายการนี้เป็นนัดแรกในรอบ 5 ปีของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ 

ไม่ต้องพูดถึงตัวหลักอื่นอย่าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, ดีโอโก้ โชต้า, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ อาลีสซง เบ็คเกอร์ ที่ลุยตั้งแต่นาทีแรกเช่นกัน

ส่วน มิเกล อาร์เตต้า ก็แสดงเจตนารมณ์ต้องการนำ อาร์เซน่อล ไปให้ถึงนัดชิงชนะเลิศเช่นกัน 

กลุ่มผู้เล่นที่เป็นสำรองในเกมพลิกล็อกตกรอบเอฟเอ คัพ กลับคืนตัวจริงทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น อเล็กซองด์ ลากาแซ็ตต์, คีแรน เทียร์นี่ย์ และ อาร่อน แรมส์เดล แถมได้ กาเบรียล มากัลเญส พ้นโทษแบน และ กรานิต ชาก้า หายโควิดกลับมาช่วย

อาร์เตต้า จัดชุดดีสุดเท่าที่จัดได้ในสถานการณ์ที่มีปัญหาไม่น้อยเพราะผู้เล่นชุดใหญ่หายไปเกือบสิบรายไล่ตั้งแต่ โธมัส ปาร์เตย์, ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมย็อง, นิโกล่าส์ เปเป้ และ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ ไปเล่นทีมชาติ 

ขณะที่ เอมิล สมิธ โรว์, ทาเคฮิโระ โทมิยาสึ และ เซอัด โคลาซินัช ก็ยังไม่หายเจ็บ แถมเจอข่าวร้ายก่อนเกม มาร์ติน โอเดการ์ด ติดโควิดไปอีกราย

เท่านั้นไม่พอ เล่นไป 11 นาที เซดริก โซอาเรส แบ็กขวาโปรตุกีสก็มาเจ็บสมทบไปอีก ต้องใช้โควตาเปลี่ยนตัวอย่างรวดเร็ว แถมสถานการณ์เลวร้ายต่อเนื่องเมื่อ ชาก้า มาโดนใบแดงตั้งแต่ 24 นาทีแรก

ทุกอย่างเหมือนกำลังชี้นำว่า อาร์เซน่อล จะเจออีกวันสุดเลวร้ายในการมาเยือนแอนฟิลด์ ไม่ต่างจากหลายปีที่ผ่านมาๆ ซึ่งเคยโดนรัวไส้แตก แพ้หมดสภาพกลับออกไป

อาร์เตต้า ปรับหมากทันทีถอดกองหน้า เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ออกแล้วเสริมเซนเตอร์ลงไปอีกคน ร็อบ โฮลดิ้ง ได้ลงไปอุดเกมรับร่วมกับ เบน ไวท์ และ กาเบรียล มากัลเญส ส่วนแบ็กขวาก็มี คาลั่ม แชมเบอร์ส รับช่วงต่อจาก โซอาเรส อีกฝั่งยังเป็น คีแรน เทียร์นีย์ 

อาร์เซน่อล ไม่ต้องคิดอย่างอื่นนอกจากเน้นรับสุดตัวในระบบ 5-3-1 หรือแทบจะเป็น 5-4-0 เพราะ ลากาแซ็ตต์ ก็ถอยลงต่ำช่วย แซมบี้ โลคองก้า ไล่บอลตรงกลาง ส่วนด้านข้างมี ซาก้า กับ มาร์ติเนลลี่ คอยปิดการขึ้นเกมของ เทรนท์ และ โรเบิร์ตสัน 

ส่วน ลิเวอร์พูล เดินหน้าบุกแบบวันเวย์ พวกเขาเหนือกว่าทุกอย่างทั้งคุณภาพโดยรวม ตัวผู้เล่นมากกว่า การเล่นในแอนฟิลด์ของตัวเอง และโมเมนตัมที่เข้าทางตั้งแต่ต้นเกม

ทว่าสิ่งที่ต่างจากหลายเกมซึ่งเคยไล่ยิงทีมเยือนจากลอนดอนแบบสบายเท้าคือ “เกมรุก” ที่ขาดประสิทธิภาพจนน่าผิดหวัง 

หงส์แดงขึงเกมรุกเข้าใส่เป็นฝ่ายพับสนามฝ่ายเดียว แต่จังหวะเข้าทำแบบจะแจ้งแทบไม่มี อาวุธเด็ดต่างๆ ที่เคยโจมตีคู่แข่งกลับหายไปโดยเฉพาะการเปิดบอลที่แม่นยำของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ 


การไม่มี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ทำให้เกมรุกหงส์แดงลดความอันตรายลงไปอย่างมาก 

ในเกมที่คู่แข่งตั้งรับลึกแบบนี้ ความสามารถเฉพาะตัวของสองแข้งแอฟริกันที่เลี้ยงกินตัวและพลิกหนีในพื้นที่แคบๆ สร้างความแตกต่างได้ จากเกมตื้อๆ ตันๆ ก็พลิกโฉมหน้าเกมได้เพียงเสี้ยววินาที

ทาคูมิ มินามิโนะ มีสถิติที่ดียิงได้ตลอด 3 นัดหลังสุดในคาราบาว คัพ แต่เกมนี้เหมือนไม่ใช่วันของเขา ขนาดได้ส้มหล่นยิงโล่งๆ ในท้ายเกมก็ซัดข้ามคานสุดเหลือเชื่อ

ดีโอโก้ โชต้า เรียกใบแดงจาก ชาก้า ได้ตั้งแต่ต้นเกม แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลังโดนหวดเข้าลำตัวเน้นๆ รวมไปถึงอีกจังหวะที่โดน กาเบรียล กวาดจนตัวลอยตรงกลางสนาม ก็ทำเอา “ใจเสีย” ไม่มากก็น้อย เหมือนนักมวยโดนเตะตัดขาหรือจับเท แม้ไม่ได้เจ็บมาก แต่ “เสียรูปมวย” 

ส่วน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เคยเป็นอีกตัวแสบที่เล่นงาน อาร์เซน่อล บ่อยครั้ง แต่ชั่วโมงนี้ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดี หลายนัดที่หายเจ็บกลับมาก็ทวงตำแหน่งตัวจริงจาก โชต้า ไม่ได้ 

โจแอล มาติป พาบอลเติมขึ้นสูงจนแทบจะเป็นกองกลางอีกราย ขณะที่่ ฟาน ไดค์ ก็มีจังหวะเปิดยาวแม่นยำ แต่เมื่อแดนหน้าเก็บไม่ได้ หรือทำต่อไม่ได้ เกมรุกหงส์ก็แผลงฤทธิ์ไม่ออก

กราฟฟิคตอนผ่านหนึ่งชั่วโมงแรกระบุว่า 3 ตัวรุก ลิเวอร์พูล ไม่ได้โอกาสยิงแม้แต่ครั้งเดียว เป็นสถิติที่น่าเหลือเชื่อไม่น้อย

แต่ที่ต้องให้เครดิตเป็นพิเศษก็คือการเล่นเกมรับของ อาร์เซน่อล ที่ช่วยกันได้ดีมากกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและเป็นสถานการณ์ที่ยากสุดๆ

ในช่วงแรกที่ยังมี 11 คนเท่ากัน เกมรับปืนใหญ่ไม่นิ่งเท่าที่ควร มีจังหวะพลาดทั้ง กาเบรียล ส่งคืนหลังแรงเกินไป เบน ไวท์ เองก็สกัดบอลถากเสาออกหลังนิดเดียว แถมสัมผัสแรกของ โฮลดิ้ง หลังถูกส่งลงสนามก็หวดบอลปลิ้นออกหลังจนเสียเตะมุม

ทว่าหลังปรับโหมดเล่นเกมรับเต็มตัว เกมรับของปืนใหญ่ก็เริ่มดีขึ้น มีสมาธิมากขึ้น ทุกคนโฟกัสไม่หลุดเลย ไม่ว่า ลิเวอร์พูล จะเจาะด้วยวิธีการใดก็รับมือได้หมด มีตัวชน มีตัวซ้อน ช่วยกันตลอด


อาร์เซน่อล 10 ตัวสู้ได้ดีจริงๆ ยืนหยัดอย่างไม่สะทกสะท้าน แถมหาจังหวะโต้กลับจนเกือบทำช็อกกองเชียร์ในแอนฟิลด์กับจังหวะหลุดไปยิงของ บูคาโย่ ซาก้า ที่ อาลีสซง ต้องออกมาบล็อกเอาไว้หวุดหวิด

อาร์เตต้า ชื่นชมหัวจิตหัวใจและสปิริตนักสู้ของลูกทีมในนัดนี้อย่างมาก เช่นเดียวกับแฟนบอลที่ได้รู้สึกภูมิใจกับทีมของตัวเองอีกครั้ง 

ขณะที่ เบน ไวท์ ที่ทำผลงานสุดยอดจนได้รางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ กล่าวถึงผลงานของทีมว่า “มันไม่ใช่การเริ่มต้นที่ดี แต่เราก็รวมใจสู้ได้ดี และเป็นฟอร์มที่สุดยอดจากทุกคน”

ในเกมที่มีปัญหาความพร้อมของผู้เล่นและเริ่มต้นด้วยความผิดพลาดเสียผู้เล่นบาดเจ็บและได้ใบแดง อาร์เซน่อล ยังมีสปิริตและสู้ด้วยหัวใจเกินร้อยจนได้ผลการแข่งขันที่ดีกลับออกมา

แม้ภารกิจของรอบตัดเชือกจะเหลืออีก 90 นาทีในนัดสอง และนัดแรกก็ลงเอยด้วยการเสมอ แต่ความรู้สึกหลังจบเกมระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ อาร์เซน่อล ต่างกันเหลือเกิน 


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com