ถึงเวลา…ขยี้

ถึงเวลา…ขยี้


ภายหลังความพ่ายแพ้แบบอัปยศของวงการฟุตบอลอังกฤษ โลกโซเชียลมีเดียก็ร้อนระอุ เต็มไปด้วยความคิดเห็นต่างๆ นาๆ ที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่พวกเกรียนคีย์บอร์ด

“ตัวถ่วงความเจริญในยุคทองของอังกฤษ”

“คงทุเรศมากถ้าเขาไม่โดนไล่ออก”
“เซาธ์เกต ไม่สมควรได้งานนี้ตั้งแต่แรกแล้ว เขาไม่เคยมีผลงานที่ดีเลย 
“เรามีอีกหนึ่งยุคทอง และ เซาธ์เกต คุมทัพ จะเป็นอีกครั้งที่เสียโอกาสกับกลุ่มนักเตะที่มีพรสวรรค์เหล่านี้ กลับบ้านไปเถอะ เซาธ์เกต”
“ทีมชุดนี้สามารถคว้าแชมป์รายการต่างๆ ได้ แต่ผู้จัดการทีมคนนี้ทำไม่ได้”
และแน่นอน ทุกๆ ความเห็น มีแฮชแท็ก '#เซาธ์เกตเอาท์'
นี่คือส่วนหนึ่งของความเห็นจากแฟนบอลที่ปราศจากความรุนแรง บางข้อความอาจมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็เถียงไม่ได้ ว่าความเห็นนั้นๆ ไม่ใช่ความจริง
รายละเอียดของเกมที่แพ้ ฮังการี 0-4 ไม่ขอพูดถึง แต่ก็มีหนึ่งประเด็นที่แฟนๆ เห็นแล้วถึงกับต้องส่ายหน้า
เซาธ์เกต ยังมีหน้าเปลี่ยนเอา แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ลงแทน บูคาโย่ ซาก้า ในช่วงท้ายเกม หลังจาก จอห์น สโตนส์ โดนไล่ออก ขณะที่ทีมตามหลัง 0-3 แถมสุดท้ายทีมยังมาโดนลูก 4 อยู่ดี
แสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยทางด้านแท็กติกของ เซาธ์เกต ที่จริงๆ แล้ว สามารถถอย คัลวิน ฟิลลิปส์ ลงไปยืนเซนเตอร์แบ็กจำเป็นได้ยามตั้งรับ และขยับขึ้นมายืนกองกลางตามเดิมยามเล่นเกมรุก เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ายามเหลือ 10 คน
จึงไม่แปลกที่จะได้ยินเสียงโห่ดังกึกก้องสนามโมลินิวซ์ พร้อมกับเสียงตะโกนขับไล่ เซาธ์เกต
ชื่อของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ถูกมองว่าเป็นลูกรักของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะประวัติการคุมทีมที่ผ่านมา จัดเป็นโค้ชที่มีประสบการณ์น้อย แถมผลงานระดับสโมสรก็ติดลบ
โชควาสนาล้วนๆ ที่พามาถึงจุดนี้ได้
สมัยเป็นนักเตะ เซาธ์เกต เป็นเซนเตอร์แบ็กฝีเท้าธรรมดาๆ ถูกมองว่าเป็นจอมเฟอะฟะด้วยซ้ำ แต่ก็มีวาสนาได้รับใช้ทีมชาติอังกฤษไปมากถึง 57 เกมระหว่างปี 1995-2004
ภาพจำที่ยังคงติดตาแฟนๆ คือ ลูกยิงจุดโทษอันห่วยแตก เป็นเหตุให้ดวลเป้าแพ้ เยอรมนี รอบรองชนะเลิศ ยูโร 1996
พอมาเป็นผู้จัดการทีม ก็เป็นเพราะโชควาสนาเช่นกัน
มิดเดิลสโบรช์ เสีย สตีฟ แม็คคลาเรน ไปคุมทีมชาติอังกฤษในปี 2006 แทนที่ประธานสโมสร สตีฟ กิ๊บสัน จะเลือก มาร์ติน โอนีล ผู้จัดการทีมที่มีประวัติดี
แต่กลับจิ้มไปที่ เซาธ์เกต ที่ตอนนั้นยังเป็นกองหลังของทีม และไม่มีใบอนุญาติโค้ช หรือ ยูฟ่า โปร ไลเซนซ์
บอร์ดบริหารของพรีเมียร์ลีก อนุญาติเป็นกรณีพิเศษให้ เซาธ์เกต คุมทีมโดยไม่มี โปร ไลเซนซ์ และเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ก็ได้รับสัญญาระยะยาว 5 ปี
เพียงแค่ฤดูกาลที่สามที่คุมทัพ เดอะ โบโร่ มีอันต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก และแม้มีความมุ่งมั่นที่จะคุมทีมต่อในแชมเปี้ยนชิพ แต่เล่นไปได้สองเดือนก็โดนไล่ออกในที่สุด
หลังจาก 4 ปีที่ห่างหายจากเกมฟุตบอล เซาธ์เกต ได้รับโอกาสจาก เอฟเอ ให้คุมทีมชาติอังกฤษ ชุดยู-21 ต่อจาก สจ๊วร์ต เพียร์ซ ที่ทำทีมล้มเหลวจนชินตา
ผลงานในทัวร์นาเมนต์ของ เซาธ์เกต คือศึกชิงแชมป์ยุโรป รุ่นยู-21 ปี 2015 จบลงแบบอัปยศ ด้วยการตกรอบแรก จากการเป็นบ๊วยของกลุ่ม
นี่คือประวัติการคุมทีมคร่าวๆ ของ เซาธ์เกต ที่หากตกเก้าอี้กุนซือ อังกฤษ ชุดยู-21 แล้ว เส้นทางการเป็นโค้ชอาจต้องหยุดชะงักลงด้วย เพราะคงไม่มีสโมสรใดจ้าง หรืออาจต้องลงไปฝึกฝนฝีมือในระดับแชมเปี้ยนชิพ
แต่โชควาสนาก็นำพาให้ เซาธ์เกต ได้คุมทีมชาติชุดใหญ่แบบไม่ทันตั้งตัว
แซม อัลลาร์ไดซ์ ตัดสินใจลาออกกระทันหัน หลังเจอคดีฉาวเข้าไปทั้งที่เพิ่งคุมทีมได้แค่เกมเดียว จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ เอฟเอ จะมอบหมายให้กุนซือทีมยู-21 คุมทัพชั่วคราว ระหว่างรอเลือกผู้จัดการทีมคนใหม่
เซาธ์เกต เริ่มต้นแบบตะกุกตะกัก ครองบอลทะลุหลัก 80 เปอร์เซนต์ แต่ทำได้เพียงยิง มอลต้า ทีมที่อ่อนที่สุดของกลุ่ม 2-0 เกมรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2018
ช่วงเวลาการคุมทีมชั่วคราวสิ้นสุดลงหลังจากคุมทัพไปเดือนเศษๆ ภาพรวมไม่มีอะไรที่น่าประทับใจเลย แต่ เอฟเอ กลับมอบสัญญาถาวรให้ เซาธ์เกต ระยะเวลา 4 ปี
เรื่องพวกนี้แหละที่ติดค้างใจแฟนๆ ทรี ไลออนส์ มานานแล้ว และเชื่อว่าการที่ เซาธ์เกต มีทุกวันนี้ได้ ทั้งการจบอันดับ 4 เวิลด์คัพ 2018 และรองแชมป์ยูโร 2020 เป็นเพราะระดับฝีเท้าของนักเตะ ที่ถูกมองว่าเป็นยุคทองล้วนๆ
การวางหมากที่ผิดพลาดในครึ่งหลังของเกมรองรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2018 เป็นเหตุให้ โครเอเชีย ฟื้นคืนชีพกลับมาได้ ซ้ำรอยเดียวกันในรอบชิงชนะเลิศ ยูโร 2020 ที่ปล่อยให้ อิตาลี กลับมาในครึ่งหลัง
หลายคนยังเชื่อว่า อังกฤษ สมควรเข้าชิง หรืออาจจะเป็นแชมป์เวิลด์คัพ 2018 เช่นเดียวกับยูโร 2020 ไปแล้ว หากไม่มีผู้จัดการทีมที่ชื่อ แกเร็ธ เซาธ์เกต
ตราบใดที่ยังคงอยู่ในวงการฟุตบอล เซาธ์เกต จะต้องวนเวียนอยู่กับประโยคที่ว่า “คนไม่ใช่ ทำอะไรก็ผิด”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com