“คอร์เน็ตก้า” กับ “คาร์ริค”

“คอร์เน็ตก้า” กับ “คาร์ริค”


การที่มือขวาของราล์ฟ รังนิค อย่าง ลาร์ส คอร์เน็ตก้า ไม่ได้ตามรังนิคมาช่วยงานที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จะส่งผลแค่ไหน และทีมสตาฟฟ์โค้ชที่มีอยู่เดิม จะทำให้ศักยภาพของรังนิคลดลงหรือไม่ รวมถึงประเด็นของ ไมเคิล คาร์ริค ที่จะเป็นผู้เป็นกุญแจสำหรับอีกคนหนึ่งกับอนาคตของสโมสร ว่าจะอยู่ช่วยงานต่อ หรือถูกโละออกไป นี่คือบทวิเคราะห์เรื่องดังกล่าว


ข่าวล่าสุด หลังจากที่ทีมสตาฟฟ์ของแมนยูได้รับการแจ้งข่าวที่แคริงตันเมื่อวาน ว่าราล์ฟ รังนิคน่าจะเข้ามาคุมทีมไม่ทันจนกว่าจะถึงช่วงสุดสัปดาห์นี้ และสโมสรประกาศ Official แล้วว่าเกมเจออาร์เซนอลคืนวันพฤหัสบดีนี้ “ไมเคิล คาร์ริค” จะยังเป็นรักษาการคุมทีมต่อไปอีกนัด

เป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งของคาร์ริค เพื่อที่จะทำหน้าที่ให้สโมสรเราอย่างสุดความสามารถ และก็จะเป็นพอร์ทที่ดีของตัวเขาเองให้รังนิคตัดสินใจว่าจะเก็บสายเลือดปีศาจแดงคนนี้ไว้ช่วยงานหรือไม่ก็เป็นได้ ซึ่งมีโอกาสสูงมาก

ในขณะที่อีกข่าวนึงที่ประกอบกันมาก็คือ ผู้ช่วยคนสนิทของรังนิคอย่าง “Lars Kornetka” จะไม่ได้ย้ายตามมาช่วยงาน ราล์ฟ รังนิค ที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วย เพราะขึ้นแทนตำแหน่ง Head of sports and development ของโลโคโมทีฟ มอสโควแทนเลย

ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลหรือวิตกอะไรขนาดนั้นหรือไม่? เพราะมีแฟนๆบางส่วนกังวลว่า รังนิคไม่ได้ลาร์ส คอร์เน็ตก้า ที่เป็นมือขวาของเขาตามมา และจะต้องคุมทีมโดยมี “สตาฟฟ์โค้ชเก่า” ของทีมเรา มันจะต้องแย่แน่ๆ..

มันจะไม่เป็นแบบนั้น

ผมให้เกียรติทีมสตาฟฟ์โค้ชชุดเก่า และไม่ดูถูกพวกเขาเกินเหตุ เพราะในส่วนของรังนิคเอง หากถามว่าจะทำงานลำบากขึ้นไหม ต้องตอบตามจริงว่า อาจจะต้อง “เหนื่อยขึ้น” อยู่บ้าง ในแง่ที่ว่า การมีผู้ช่วยรังนิคที่ “เข้าใจปรัชญาและรูปแบบการเล่น” ของรังนิค ที่จะมาช่วยแบ่งเบาภาระรังนิค ในการติวเข้มและ coaching นักเตะเราใน training session นั้นก็จะลดลงไปคนนึง

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ศักยภาพและความสามารถรังนิคไม่ได้ลดลง

ชุดความคิด innovate นั้นก็ยังอยู่ที่ตัวของราล์ฟ รังนิค ล้วนๆ พ่อนิคแกก็เก่งเท่าเดิมแหละ เพียงแต่ว่า เขาอาจจะต้อง “เหนื่อยขึ้น” ในการหาสตาฟฟ์คนอื่นที่เป็น connection ของแกเข้ามาช่วย และอาจจะต้องอธิบาย และปรับวิธีการทำงานของบุคลากรเดิม สตาฟฟ์เดิมบางส่วนที่อยู่กับสโมสรเรามา ให้เป็นไปในทิศทางและปรัชญาการทำทีมของตัวราล์ฟเอง

ดังนั้นประเด็นที่หยิบกันมาเรื่องทีมงานชุดเก่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเลยที่ยังมีบุคลากรดังกล่าวเหลืออยู่บ้าง เพราะพวกเขาเหล่านั้นมีหน้าที่แค่ “ทำตามคำสั่ง” ของรังนิคเท่านั้น

สตาฟฟ์เหล่านั้นจะไม่มีอำนาจตัดสินใจในด้านการวางรูปแบบฝึกซ้อมอีกต่อไป ทุกๆอย่างจะต้องถูกเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่รากฐานเริ่มต้นในด้านวิธีคิด ระบบ และโปรแกรมการฝึกทั้งหมดอย่างละเอียดยิบทุกขั้นตอน

มันจะต้องอยู่ในมือของ “ราล์ฟ รังนิค” ทั้งหมด ทุกกระบวนการและรายละเอียด

ดังนั้น การที่ยังมีทีมงานเก่าบางส่วนเหลืออยู่ต่อมาจากยุคของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลขนาดนั้น และไม่ควรหยิบมาเรื่องนี้มาเพื่อดูถูกทีมงานชุดเก่า ที่ไม่ได้มีอำนาจการตัดสินใจใดๆหลงเหลืออีกต่อไปแล้ว

ตรงกันข้าม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การมีบุคลากรเก่าๆที่เข้าใจตัวตนของสโมสรดี จะจำเป็นต่อการปรับจูนวิธีคิดของรังนิค ให้เข้ากับของเก่าได้มีประสิทธิภาพ และเนียนมากขึ้น

และไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ ถ้าบุคลากรเก่าที่เป็นทีมโค้ชYoung bloodคนไหน ที่ไม่สามารถทำตามบัญชาของราล์ฟ รังนิคได้ ก็ปลดออกไปซะ แล้วหาคนใหม่ที่เก่งกว่าเข้ามา มันก็แค่นั้นเองง่ายๆ

การที่ยังมีสตาฟฟ์เก่าเหลืออยู่ในทีม มันจะเป็นข้อดีในเรื่องสายสัมพันธ์ระหว่าง ทีมโค้ช กับ นักเตะ ที่จะสื่อสารกัน มันก็จะง่ายขึ้นสำหรับรังนิคอีกในประเด็นนี้

อย่างเช่นกรณีของการที่มีคนอังกฤษ ที่เข้าใจผู้เล่นในUKด้วยกันอย่าง ไมเคิล คาร์ริค ที่อาจจะได้อยู่ฝึกและช่วยงาน ราล์ฟ รังนิคอีกต่อ ก็เป็นข้อดีอีกแง่มุมหนึ่งที่อาจถูกมองข้ามไป เพราะแฟนบอลหลายคนไม่เชื่อใจคาร์ริค เพราะเหตุผลแค่ข้อเดียวที่ว่า ไมเคิล คาร์ริค เคยคุมทีมอยู่ในชุดของโซลชา และปั้นทีมออกมาได้แค่นั้น

ในความเป็นจริงก็คือ ไมเคิล คาร์ริค แสดงออกมาให้เห็นใน “สองเกมสำคัญ” ระดับคอขาดบาดตายให้เห็นแล้วว่า มันเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านของ “ชุดวิธีคิด” อย่างชัดเจน ตั้งแต่การให้โอกาสดอนนี่ ฟานเดอเบค ลงตัวจริงทันทีหลังจากที่โซลชาออกจากตำแหน่ง โดยเลือกนักเตะ “ตามฟอร์มการเล่น” ที่ก่อนหน้านั้น VDB โชว์ฟอร์มตอกให้โซลชาได้เห็นว่าทำไมไม่ใช้งานเขา และยึดติดแต่ตัวเดิมๆ ด้วยการระเบิดฟอร์มโคตรพ่อโคตรแม่เทพใส่วัตฟอร์ด

แม้วันนั้นทีมจะแพ้ 4-1 แต่สิ่งเดียวที่ดีที่สุด อันเป็นความดีงามของแมนยูในวันนั้นที่แพ้ทีมระดับวัตฟอร์ดเละเทะ นั่นก็คือฟอร์มระดับเทพของดอนนี่ ที่ทำให้เราได้เห็นศักยภาพของตัวเขา และการคอมโบกันกับนักเตะคลาสสูงๆตัวอื่นอย่าง ซานโช่ และ โรนัลโด้ ที่อ่านเกมและเข้าใจจังหวะการเล่นกันได้ขาดกระจุย

ดอนนี่ ได้ลงตัวจริงทันทีในเกมเจอบียาร์เรอัล โอกาสลงสนามเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อคาร์ริคคุมทีม ซึ่งเราจะไม่มีทางได้เห็นสิ่งนี้แน่ๆในยุคโซลชา

ในขณะที่เกมล่าสุดที่เพิ่งผ่านมา ไมเคิล คาร์ริค ยังแสดงความเปลี่ยนแปลง และความกล้าอีกครั้งในการที่จะดรอปนักเตะระดับ “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” เอาไว้บนม้านั่งสำรอง

เปลี่ยนแผนการเล่นของทีม มาเป็นแผนที่แฟนบอลคาดไม่ถึงอย่าง “4-3-3 False Nine” ให้บรูโน่เล่นกองหน้าเสมือนตัวบน วิ่งไล่เพรสซิ่งใส่คู่แข่ง ซึ่งแสดงให้เห็นชัดแจ้งมากๆว่า นี่เป็นการเตรียมการรอ “รังนิค” ชัวร์ๆ ที่มีส่วนทำให้ทีมเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงแล้ว

แม้จะยังเพรสไม่ดี ไม่มีระบบถึงขนาดจะไล่เชลซีให้จนได้ แต่มันคือความเปลี่ยนแปลงที่คาร์ริค แสดงความสามารถให้เห็น

แถมด้วยการบุกไปเก็บแต้มจากจ่าฝูงอย่างเชลซีได้ 1-1 ทั้งๆที่ทีมเป็นรอง คือผลงานที่คาร์ริคควรจะได้รับการยกย่องอย่างมาก และแสดงให้เห็นแล้วว่าเขามีความสามารถที่แตกต่างจากโซลชาพอสมควร

ใครอาจจะดูถูกทีมตัวเองว่า รอดมาได้เพราะ “โชคช่วย” ก็ดูถูกไป แต่นั่นคือการไม่ให้เครดิต ไมเคิล คาร์ริค ที่เป็นคน “วางแทคติก” เพื่อมารับมือกับเชลซีได้อย่างดี ในการใช้กลางสามคน ในแผนดังกล่าว เพื่อช่วยกันสกัดกั้นเชลซีอย่างสุดความสามารถ และทำให้แดนกลางแน่นขึ้นด้วย

เราเอาตัวรอดมาได้เพราะแทคติกที่เตรียมมาอย่างชัดเจนของคาร์ริค

ในขณะที่ เครดิตของนักเตะในทีมก็ควรได้รับเช่นกัน ถ้าจะบอกว่า เสมอมาได้เพราะโชคช่วย นั่นคือการไม่ให้เกียรติและดูถูกนักเตะในทีมอย่างมาก เพราะกว่าที่เดเคอาจะเซฟลูกยากๆอุตลุดได้ขนาดนี้ นี่คือดวงหรือไม่? และนักเตะน้องๆในทีมที่วิ่งกันช่วยป้องกันอย่างจ้าละหวั่น สกัดบอลออกไปคนละไม้คนละมือกันได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสองเซ็นเตอร์แบ็คอย่าง เอริค ไบญี่ และ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ทำผลงานได้ดีมากตามหน้าที่

ส่วนกองกลาง เฟร็ดก็พยายามวิ่งไล่บอล คัฟเวอร์พื้นที่ กดดันการเล่นของเชลซีไม่ให้เล่นสะดวก และสกัดบอลได้หลายครั้ง แม้จะมีช็อตที่ได้โอกาสทอง แต่ยิงแบบงูๆปลาๆโคตรน่าเกลียด จนเสียโอกาสสามแต้มไป แต่ถ้าคนโฟกัสอยู่แต่กับความผิดพลาดแค่ดอกนั้น แล้วเอามาด่าเฟร็ด โดยที่ไม่ดูสิ่งที่เขาวิ่งและทำให้ทีมได้โดดเด่นที่สุดในแดนกลาง มันก็เกินไป

เช่นเดียวกันกับมาติชที่โชว์คลาสเหนือๆให้เห็น และ “วิ่ง” เพรสซิ่ง ช่วยเพื่อนเช่นกันไม่ต่างกับแม็คเฟร็ด และก็ทำผลงานได้ดีในวันนั้น

ส่วนแม็คโทมิเนย์เอง ถึงจะมีปัญหากับการเล่นที่ไม่สร้างสรรค์เกมให้ทีม และsquare passes เป็นว่าเล่นจนบอลไม่ไปไหน แต่น้องแม็คเองก็ยังช่วยป้องกันลูกโด่งได้ดี และเอาตัวทุ่มทุนบล็อคลูกยิงคู่แข่ง จนโดนบอลอัดหัวอย่างแรง และน่าเป็นห่วงสุขภาพและร่างกายของน้องมากๆ

ความเหน็ดเหนื่อยเหล่านี้ คุณจะไม่ให้เครดิตนักเตะในทีมทุกๆคนที่ช่วยกันทำงานเพื่อทีมเลยหรือ หรือจะมองว่ามันเป็น “ดวง” โชคช่วยอย่างเดียวที่รอดมาได้เพราะ “เค้ายิงไม่คมเอง”

ทุกคนที่พยายามช่วยกันป้องกันอย่างสุดความสามารถ ตามสภาพและระบบการเล่นที่ทีมมีในปัจจุบัน สมควรได้รับเครดิต

ก็ในเมื่อเชลซี สร้างโอกาสบุกได้เยอะจริง แต่การบุกเกิน20กว่าครั้ง แล้วยังไม่สามารถทำประตูได้จากopen play นั่นแปลว่าคุณภาพเกมบุกของคุณก็ยังไม่ดีพอในจังหวะสุดท้าย ที่จบกันไม่คม และไม่มีประสิทธิภาพ

นี่ความที่ยังไม่ดีพอของฝั่งเชลซีเช่นกัน

เหมือนอย่างที่หลายๆคนพูดเอาไว้ฮาๆว่า “กาวทั้งคู่” นั่นแหละ หากให้พูดในภาษาแบบเป็นทางการ มันก็คือความ “แฟร์” ในผลการแข่งขันที่เสมอกันนั้นเอง

ยูไนเต็ดก็พยายามได้ดีแล้วที่ช่วยกันเล่นเกมรับจนทำสำเร็จ แถมหาทางจ้องสวนกลับ และได้ประตูนำอย่างสุดสวยและเหนือชั้นจากสปีดความเร็ว และฝีเท้าเฟิร์สคลาสของ เจดอน ซานโช่ ที่สปีดมาชิงบอลจากจอร์ แล้วหลอกยิงเมนดี้ให้หลงทาง ซัดเข้าโกลไปอย่างนิ่มๆ พร้อมวิ่งไประเบิดpassion กับแฟนบอลปีศาจแดงอย่างสะใจ ให้เห็นว่า นักเตะคนนี้มีDNAสายเลือดของเราเต็มตัวแน่นอน

และทั้งหมดทั้งมวลนั่น คือเครดิตที่ “ไมเคิล คาร์ริค” สมควรจะได้รับ


เมื่อสรุปแล้ว การที่ Lars Kornetka ไม่ย้ายตามมาช่วยงาน Ralf Rangnick ที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายพอสมควร และพ่อรังนิคก็จะต้องเหนื่อยขึ้นเล็กน้อยในการมาคุมทีมครั้งนี้ โดยอาจจะต้องสรรหาผู้ช่วยที่เป็นโค้ชconnectionของแกคนอื่นๆเข้ามาช่วยเพิ่ม เพื่อแบ่งเบาภาระในการกระจายปรัชญาของรังนิค เข้ามาฝังอยู่ในภาคการฝึกซ้อม วิธีและรูปแบบการเล่น

รวมถึงทิศทางการพัฒนาทีมตั้งแต่ชุดเด็กเยาวชนรุ่นเล็กๆ ขึ้นมาถึงทีมชุดใหญ่ ให้เป็นระบบแบบแผนเดียวกันทั้งหมดทุกชุด ในสไตล์การทำงานแบบฟุตบอลเยอรมัน ซึ่งไว้วางใจได้

ผลงานการดูแลทีมชั่วคราวของไมเคิล คาร์ริค หากว่าเข้าตารังนิค และเป็นไปตามข่าวจริงๆ คาร์ริคก็จะอยู่ช่วยรังนิคอีกแรงหนึ่ง เพื่อที่จะแบ่งเบาภาระของผู้จัดการทีม(ชั่วคราว)ได้ แม้ว่าคาร์ริคจะยังไม่ได้คุ้นเคยกับการทำงานของรังนิคเท่ากับ “คอร์เน็ตก้า”

แต่หากคาร์ริคได้อยู่กับทีมต่อ เขาจะได้เรียนรู้ปรัชญาวิธีคิด และรูปแบบการเล่นที่ทรงประสิทธิภาพจากบอลรังนิค เข้าไปผสานกับตัวตนของคาร์ริคเองอย่างแน่นอน

แม้ “คอร์เน็ตก้า” จะไม่มา ก็แค่หวังว่า “คารริค” จะเป็นผู้ช่วยที่ดีให้กับ “The godfather” ได้..

-ศาลาผี-



ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com